วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ดนตรีแบบไหนที่ควรใส่ใจให้ลูกฟัง


MusicPlaylist
Music Playlist at MixPod.com




ดนตรีแบบไหนที่ควรใส่ใจให้ลูกฟัง

มีคุณแม่ท่านหนึ่งเขียนอีเมล์มาถามผมทาง ว่ามีความพยายามที่จะให้ลูกฟังดนตรีๆ แบบที่ผมแนะนำไป แต่ดูเหมือนลูกจะไม่เอาเลยไม่ทราบว่าจะทำยังไงดี ผมอ่านอีเมล์ฉบับนี้แล้วก็อดจะนึกถึงตัวเองไม่ได้ในสมัยอดีต คือจะยกเป็นกรณีเปรียบเทียบระหว่างเพลงที่ผมฟังตอนเด็กกับที่ฟังในปัจจุบัน นี้มันแตกต่างและสามารถคละเคล้าผสมผสานได้อย่างไร
ผมขอย้อนไปในปี 1986 ตอนนั้นผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ยังคงอ่านหนังสือใต้ดินอย่าง The Quiet Strom ยังคงเป็นยุคสมัยที่บ้าเฮฟวี่ เมตัล และ คาราบาวอยู ตั้งแต่เด็กแล้ว ผมจะต้องตื่นขึ้นมาด้วยเสียงสีซอของพ่อ...เพลงแป๊ะ เพลงจระเข้หางยาว เพลงลาว เพลงเขมร เพลงมอญเชื่อหรือเปล่าครับ ผมฟังเสียงที่พ่อสีด้วยความเหนื่อยหน่าย รำคาญ และรู้สึกว่าเพลงไทยเดิมนั้นไม่ไพเราะเสียเลย จนกระทั่งมามีโอกาสให้เรียนสีซอบ้าง ก็เลยรู้สึกว่าเพลงไทยเดิมนั้นก็เพราะเหมือนกัน...พูดง่ายๆ ประสบการณ์จากการเรียนซอทำให้รู้สึกว่าฟังเพลงไทยเดิมไพเราะขึ้นมาจากที่ไม่ เคยชอบเลย จนกระทั่งผมโตขึ้นประสบการณ์กับเพลงไทยเดิมก็หยุดแค่นั้น ผมเรียนมัธยมด้วยเหตุที่เพื่อนชักชวนให้ฟังดนตรีเมทัลอย่างเดียวเลย ประสบการณ์ร่วมกันโดยการชักชวนก็เลยทำให้ติดเพลงเมทัลหนับ จำได้ว่ากับดนตรีแนวอื่นผมเองจะไม่สนใจเท่าไหร่...หลายคนพยายามให้ฟังแนว อื่นบ้าง ก็รู้สึกว่ามันไม่ประทับใจ อย่างแจ๊ซ หรือ คลาสสิก ก็มีหลายคนถามเหมือนกันว่า ทำไมถึงไม่ประทับใจ ก็ได้แต่ตอบเขาไปว่ามันเข้าไม่ถึงทางอารมณ์หรือฟังแล้วมันไม่ทะลุออกไปนอก ดินแดนที่เราอยู่นี้...
เมื่อเวลาผ่านไป เมื่อเรียนจบสวนเข้าธรรมศาสตร์ ประสบการณ์มีมากขึ้นเรื่อยๆ แนวเพลงที่ไม่เคยคิดว่าจะไพเราะเลย ก็กลับมากลายเป็นแนวเพลงหลักที่ฟัง ไม่ว่าจะเป็น คลาสสิกเอย บลูส์เอย แจ๊ซเอย ฟังกี้ โซล แร็พ ฯลฯ ซึ่งดนตรีหลากแนวที่ว่านั้น ถ้าย้อนกลับไปตอนที่ผมยังเป็นเด็กได้...ผมก็คงจะตกใจเหมือนกันว่า ทำไมตอนเราโตขึ้นเราถึงฟังแนวนี้วะ!!
ข้อสรุปของผมคือ แต่ละช่วงเวลาที่เรามีประสบการณ์แตกต่างกัน หูของเราจะมีความสามารถในการรับฟังดนตรีที่แตกต่างกัน ช่วงเวลาหนึ่งคุณอาจจะยังฟังแจ๊ซไม่เพราะ นั่นไม่ใช่เรื่องผิด เป็นไร วันหนึ่งเมื่อเวลามาถึง คุณก็จะฟังแจ๊ซเพราะเอง หรือ วันหนึ่งเมื่อเวลาและประสบการณ์มาถึงคุณก็จะฟังงานเพลงอย่างคลาสสิกได้ ไพเราะเอง ของแบบนี้ไม่ต้องไปฝืนมัน!!
ฉันท์ใดฉันท์นั้นครับ คุณแม่ที่กำลังกลุ้มเรื่องลูกไม่ชอบฟังเพลงแนวอื่น เมื่อประสบการณ์เขามากขึ้น หูของเขาจะเปิดรับเอง แล้วก็อย่าไปเชื่อทฤษฏีที่ว่า ฟังเพลงคลาสสิกแล้วจะฉลาดขึ้น เพราะผมฟังกันเยอะแล้ว ก็ยังโง่อยู่จนบัดนี้เลย ถามว่ามีทางที่จะเข้าถึงเพลงดีๆที่อยากให้ลูกฟังได้ไหมได้เร็วกว่ารอเขามีประสบการณ์ไหม? ก็ต้องตอบว่าได้ครับ...นั่นคือต้องเลือกฟังดนตรีที่มันมีเรื่องราว หรือหาเรื่องราวประกอบกับการฟังเพลงไปด้วย หมายความว่า สำหรับดนตรีประเภทหนึ่ง หรือเพลงหนึ่งๆ ถ้ามันมีเรื่องและที่มาของดนตรีนั้นๆ มาแล้ว ถ้าเราได้มีโอกาสรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับเพลงนั้นๆ ก่อน พูดง่ายๆ ให้เกิดกิเลสกับเพลงนั้นๆ จนคุณอยากฟังมัน พอหยิบมาฟังคุณอาจจะฟังเพลงได้ไพเราะมากกว่าเดิม เพราะเมื่อคุณฟัง ภาพและเรื่องราวในหัวคุณมันจะไปจิ๊กซอว์ต่อกันเป็นภาพใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์
การฟังเพลงแบบนี้ก็เหมือนการดูหนังเรื่องหนึ่งที่มีเราเป็นผู้กำกับนะครับ อีกวิธีก็คือ หาหนังที่มีดนตรีแนวนั้นๆ เป็นองค์ประกอบหลัก คือดูหนังสนุกด้วยแล้วหูก็รับรู้ความไพเราะไปด้วย พอดูหนังจบ หูและหัวใจเขาก็จะเรียกร้องให้อยากฟังเพลงต่อ...ถึงจังหวะนั้นก็พาเขาไปหา เพลงเหล่านั้นซะ...อย่างตอนนี้ถ้าฟังคลาสสิก ก็ไปหาเรื่อง Nodame Cantabile มาดูเป็นต้น
ส่วนตัวผมเองการฟังดนตรี Metal ในยุคโน้น ความจริงนอกเหนือจากเพลงที่แสบไส้แล้วบันดาลให้เราต้องโยกหัวไปด้วยโดยที่ ไม่ได้นัดหมาย แต่การฟังเมตัลยังมีตำนานที่มีเรื่องราวน่าจะค้นหาเข้ามาเกี่ยว ตำนานเหล่านี้ทำให้การฟังมันโรแมนติกมากขึ้น
ผมเชื่อว่าคนรุ่นผมนั้นเริ่มฟังเมตัลก็ต้องยึดจาก Iron Maiden, Van Halen, Quiet Riot ก่อนจะขายออกไปเรื่อยๆ หรือ ไม่ก็จะย้อนเวลากลับไปฟัง Deep Purple ,Black Sabbath, Judas Priest, Uriah Heep เป็นต้น หรือ เอาให้เก่ากว่านั้นก็ จิมมี่ เฮนดริกซ์ เสียเลย คำตอบของผมที่ฟังเพลงแบบ ‘ย้อนทวน’ นั้นก็เพราะว่า วงดนตรีที่เกี่ยวข้องกับบยุค 70 นั้นส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับตำนานว่าด้วยเรื่องราวของ ‘ซาตาน’ และ ‘ไสยเวทย์’ ของยุโรปทั้งสิ้น บางเพลงดูเนื้อแล้วก็ไม่เข้าใจว่าเขาพูดถึงอะไร แต่อ่านแบบงูๆปลาๆ ก็คิดว่าเขาคงหมายถึงเรื่องซาตานและปีศาจมากกว่า ก็อาจจะเหมือนท่าสาธุคุณฝรั่งท่านหนึ่งเคยบอกไว้สัก 40 ปีมาแล้วว่า ร็อคนั้นเป็นดนตรีที่สร้างขึ้นโดยซาตาน...ใครก็ตามที่ฟังร็อคแล้วจะมีอาการ เหมือนผีเข้าทุกรายไป นั่นคือ ดิ้นพราดๆ ขาดความยั้งคิด...และควรให้พ่อและแม่พาลูกห่างจากดนตรีประเภทนี้โดยด่วน
เรื่องตลกก็คือ ยิ่งฟังคำท่านสาธุคุณมากเท่าไหร่ ผมก็ยิ่งต้องหางานเพลงที่พอจะเข้าถึงปีศาจที่ว่าได้เท่านั้น ยิ่งจำได้ว่าตอนนั้นหนังสือ The Quiet Strom แกเสนอบทความชิ้นหนึ่งที่ว่าด้วยเรื่องของซาตานและการเข้าถึงผ่านบทเพลงก็ ยิ่งแล้วใหญ่

คิดดูซิครับว่า ผมกับเพื่อนต้องมานั่งฟังเพลง Stairway To Heaven ของคณะ เลด เซปลิน ในคืนเดือนมืด ต้องนำสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกในวงกลม (สัญลักษณ์ของจูดาสสาวกผู้ทรยศ)มาด้วย แต่ฟังแบบย้อนกลับหลัง ซึ่งว่ากันว่า เพลงนี้เมื่อฟังย้อนกลับหลังแล้ว มันจะกลายเป็นบทเพลงเรียกปีศาจออกมาเพื่อจะแลกเปลี่ยนวิญญาณโดยมีข้อเสนอ อะไรบางอย่าง จนแล้วจนรอด...ซาตานก็ไม่เคยโผล่ ทำมันหลายครั้งก็ไม่มีอะไร นอกจากหัวเข็มแผ่นเสียงอาจจะสึกไปเนื่องจากเล่นเพลงย้อนทวน สิ่งที่ได้กลับมาดันเป็นการเข้าถึงเพลงมากขึ้น ซึมซับที่จะรักมันโดยไม่รู้ตัว การค้นคว้าเรื่องราวทำให้เรามีความทรงจำที่ดีกับวงดนตรีนั้นๆมากขึ้น...กลาย เป็นผลพลอยได้ชั้นเลิศขึ้นมา เพราะ สมองของเราได้ฝังเรื่องราวเหล่านั้นลงไปชนิดที่เรียกว่าทำยังไงก็ไม่มีวันลบ ลงได้
ผมก็เลยรักเมตัลตั้งแต่ตอนนั้น เช่นเดียวกับที่รักคลาสสิกในเวลาต่อมา รักเพลงคาราบาวเพราะประสบการณ์อกหัก รักเพลงแจ๊ซเพราะอยากจิบไวน์ รักแกรนด์เอ๊กซ์เพราะอยากจีบสาว รักเพลงบลูส์และอีกมากมายจากการฟังเพลงเป็นเรื่องเป็นราวแบบนี้
....................ต่อพงษ์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น